ArticleID PicAddress Subject Date
{ArticleID}
{Header}
{Subject}

{Comment}

 {StringDate}
 
 
 
 
 
 
 
ViewArticlePage
 
 
 
  • อารยธรรมอิสลาม  
  • Sendtofriend
  •  
  •  
  • อารยธรรมอิสลาม
    อารยธรรมอิสลามได้ตกเป็นหนี้แห่งความเพียรพยายามอย่างไม่ลดละของ ประชาชาติมุสลิม ภายใต้เงื่อนไขเชื้อชาติที่หลากหลาย พวกเขาได้รับการหล่อหลอม ภายใต้หลักศรัทธาและความเชื่อต่อสายธารอันบริสุทธิ์จนสามารถทุ่มเทรับใช้อิสลาม  ให้ก้าวไปสู่วิถีทางอันรุ่งเรืองและเป็นไปตามเจตนารมณ์อันสูงส่งของอิสลามได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งผลก็คือการที่พวกเขาได้วางรากฐานแห่งอารยธรรมอันมั่นคงตราบจนกระทั่ง ถึงปัจจุบันที่ประชาคมโลกต่างตกเป็นหนี้บุญคุณอารยธรรมอันรุ่งเรืองนี้
    ในท่ามกลางความเจิดจรัสดังกล่าว ชาวชีอฺะฮฺเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญต่อ การวางรากฐานอันรุ่งเรืองของอารยธรรมอิสลาม ณ ที่นี้ ถือเป็นการเพียงพอที่เราจะนำ เสนอรายชื่อตำราที่เกี่ยวข้องกับวิชา การและอารยธรรมอิสลามซึ่งล้วนแล้วแต่มีรายนาม ของปวงปราชญ์แห่งสำนักคิดชีอฺะฮฺปรากฏอยู่ด้วยทั้งสิ้น
    ในด้านวรรณกรรมและวิชาที่ว่าด้วยวรรณคดีนั้น ย่อมถือเป็นการเพียงพอแล้ว ที่บุคคลผู้วางรากฐานอันมั่นคงนั้นคือท่านอมีรุลมุอ์มินีน อะลี (อ.) และผู้ที่สืบสานเจตนารมณ์ ของท่านให้เจริญรุดหน้าตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ก็ได้แก่ศิษย์ผู้ได้รับการประสิทธิ์           ประสาทวิชามาจากท่านเอง นั่นฃือ “อบุลอัสวัด เดาอิลีย์” และภายหลังจากนั้นบุคคล ผู้มีชื่อเสียงและเกียรติคุณของชาวชีอฺะฮฺซึ่งโดยส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในอิรัก เช่นมาซะนีย์ (เสียชีวิตปีฮิจญฺเราะฮฺศักราชที่ 248) อิบนิสะกีต (เสียชีวิตปีฮิจญฺเราะฮฺศักราชที่ 244) อบูอิสหาก นะหฺวีย์ (เป็นเศาะหาบะฮฺของท่านอิมามมูซา อัลกาซิม) เคาะลีล อิบนิอะหฺมัด ฟะรอฮีย์ ผู้เขียนตำรา “อัลอัยนฺ” (เสียชีวิตปีฮิจญฺเราะฮฺศักราชที่ 170) ศอหิบ อิบนิอับบาด ผู้เขียนตำรา “อัลมุหีฏ” (เสียชีวิตปีฮิจญฺเราะฮฺศักราชที่ 386) พวกเขาตลอดจนนักวรรณกรรม ชีอฺะฮฺอีกจำนวนนับพันคนที่ได้รับการยอมรับในด้านภาษา ไวยากรณ์ บทกวี ฉันทลักษณ์ ในยุคสมัยของตน
    ในส่วนของวิชาตัฟสีรฺอัลกุรฺอาน ภายหลังจากท่านศาสนทูตแห่งอิสลาม (ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) แล้ว บุคคลแรกที่เป็นนักอรรถาธิบายคัมภีร์อัลกุรฺอานก็ได้แก่ท่านอมีรุลมุอ์ มินีน (อฺลัยฮิสลาม)  และภายหลังจากท่านก็ได้แก่บรรดาอิมามแห่งอะฮฺลุลบัยตฺ (อฺลัยฮิมุสลาม) นอกจากนั้นก็ยังมีอับดุลลอฮฺ อิบนิอับบาส (เสียชีวิตปีฮิจญฺเราะฮฺศักราชที่ 68) และศิษย์คน อื่น ๆ ของพวกเขา โดยตลอดระยะเวลา 14 ศตวรรษนั้น พวกเขาได้เขียนตำราตัฟสีรฺ อัลกุรฺอานนับเป็นร้อย ๆ ที่มีเนื้อหาสาระและรูปแบบที่หลากหลาย ซึ่งเราได้ประมวล ประวัติศาสตร์ตัฟสีรฺของชีอฺะฮฺเอาไว้อย่างละเอียดในบทนำของตำราตัฟสีรฺ “อัตติบยาน” ของชัยคฺฏูสีย์
    ส่วนในวิชาฮะดีซ ชีอฺะฮฺได้รุดหน้าและก้าวล้ำไกลกว่าสำนักคิดอื่น ๆ ทั้งนี้เนื่องจาก ในขณะที่ฮะดีซและสุนนะฮฺของท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) ถูกคำสั่งห้ามมิให้มีการบันทึกในสมัยเคาะลีฟะฮฺทั้งสามนั้น อิมามมะอฺศูมแห่งสายธาร อะฮฺลุลบัยตฺ (อฺลัยฮิมุสลาม) กลับมีการประชุมปรึกษากับบรรดาชีอฺะฮฺและได้ใช้โอกาส ดังกล่าวรวบรวมและเก็บรักษาฮะดีซของท่าน (ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิวะอาลิฮฺ) จากกรณีดังกล่าว เราสามารถเอ่ยนามของผู้ที่มีบทบาทสำคัญในภารกิจดังกล่าว เช่นอับดุลลอฮฺ อิบนิอบีรอฟิอฺ, เราะบีอะฮฺ อิบนิสะมีอฺ และอะลี อิบนิอบีรอฟิอฺ ผู้ซึ่งเป็นศิษย์ของท่านอิมามอะลี (อฺลัยฮิสลาม) และภายหลังจากนั้นก็ได้แก่บรรดาศิษย์ของท่านอิมามอะลี ซัยนุลอาบิดีน, อิมามมุฮัมมัด อัลบากิรฺ และอิมามญะอฺฟัรฺ อัศศอดิก (อฺลัยฮิมุสลาม)
    ความก้าวล้ำเกี่ยวกับฮะดีซในยุคสมัยของท่านอิมามญะอฺฟัรฺ อัศศอดิก (อฺลัยฮิ สลาม) นั้น ถึงขนาดที่ฮะซัน อิบนิอะลี อัลวัชชาอ์ ได้รายงานว่า “ในขณะที่ฉันอยู่ใน มัสญิดกูฟะฮฺนั้น ฉันได้เห็นบรรดานักรายงานฮะดีซจำนวน 900 คน กล่าวเป็นเสียง เดียวกันว่า “ท่านอิมามญะอฺฟัรฺ อิบนิมุฮัมมัด ได้กล่าวฮะดีซกับฉัน”
    ในส่วนของอิลมุลฟิกฮฺ มุจญฺตะฮิดชั้นแนวหน้าแห่งสำนักคิดชีอฺะฮฺที่ได้รับ การถ่ายทอดทางวิชาการจากบรรดาอิมามแห่งสายธารอะฮฺลุลบัยตฺ (อฺลัยฮิมุสลาม) เช่นอะบาน อิบนิตัฆลับ (เสียชีวิตปีฮิจญฺเราะฮฺศักราชที่ 141) ซุรอเราะฮฺ อิบนิอะอฺยุน (เสียชีวิต ปีฮิจญฺเราะฮฺศักราชที่ 150) มุฮัมมัด อิบนิมุสลิม (เสียชีวิตปีฮิจญฺเราะฮฺศักราชที่ 150) ศ็อฟวาน อิบนิยะหฺยา บัจญฺลีย์ ผู้มีผลงานแต่งตำราจำนวน 30 เล่ม (เสียชีวิตปีฮิจญฺเราะฮฺ ศักราชที่ 210) นอกจากนี้ยังมีมุจญฺตะฮิดชั้นแนวหน้าที่เป็นนักค้นคว้าที่มีศักยภาพ อีกมากมาย เช่นชัยคฺมุฟีด, สัยยิดมุรฺตะฎอ, ชัยคฺฏูสีย์, อิบนิอิดรีส, มุหักกิกหิลลีย์, อัลลามะฮฺหิลลีย์ ฯลฯ
    ชีอฺะฮฺไม่เพียงแต่เป็นผู้เพียรพยายามรับใช้แนวทางอันบริสุทธิ์เฉพาะวิชาการข้างต้น เท่านั้น แต่ทว่าพวกเขายังมีบทบาทอย่างสำคัญต่อการนำเสนอวิชาประวัติศาสตร์ ริญาล และดิรอยะฮฺ วรรณกรรมและบทกวีต่อโลกอิสลามซึ่งเราจะไม่ขอนำเสนอรายชื่อตำรา และผู้เขียนในที่นี้
    สิ่งที่เราได้กล่าวไปข้างต้นนั้นเกี่ยวข้องกับวิชาการทางด้านการบันทึกเท่านั้น แต่ในส่วนวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการใช้สติปัญญา เช่นวิชาหลักศรัทธาหรือวิภาษวิทยา (อิลมุลกะลาม) ปรัชญา (ฟัลสะฟะฮฺ Philosophy) นั้น ชีอฺะฮฺก็ได้ก้าวล้ำไกลกว่า สำนักคิดทั้งหลาย ทั้งนี้เนื่องจากชาวชีอฺะฮฺต่างได้รับมรดกแห่งสารธรรมมาจาก ท่านอมีรุลมุอ์มินีน และบรรดาทายาทผู้เป็นมะอฺศูม (อฺลัยฮิมุสลาม) ของท่านในการสาธยาย หลักศรัทธาอิสลาม ทำให้พวกเขาเล็งเห็นถึงคุณค่าของการใช้สติปัญญามากกว่ามัซฮับอื่น ๆ โดยที่นักวิภาษวิทยาผู้ทรงเกียรติคุณ และปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่เหล่านั้น ต่างได้มอบผลงาน อันล้ำค่าให้เป็นของขวัญแก่โลกอิสลาม และวิชาวิภาษวิทยาของสำนักคิดชีอฺะฮฺนั้นถือ เป็นวิชาการที่รุ่งเรืองและเฟื่องฟูที่สุดในระหว่างสำนักคิดอิสลามด้วย กันในการสนับสนุน ให้มนุษย์ใช้ความคิดและสติปัญญาไปในหนทางแห่งการสร้างสรรค์ นอกเหนือจากคัมภีร์ อัลกุรฺอานและสุนนะฮฺ
    การทำความรู้จักกับโลกแห่งธรรมชาติและกฎระเบียบของมันถือเป็นรากฐานอัน สำคัญอย่างหนึ่งของอารยธรรมอิสลาม ซึ่งในยุคสมัยของท่านอิมามญะอฺฟัรฺ อัศศอดิก (อฺลัยฮิสลาม) นั้น ท่านมี “ญาบิรฺ อิบนิหัยยาน” ศิษย์นามกระเดื่องผู้วางรากฐานวิชาธรรมชาติ วิทยาหรือฟิสิกส์ จนได้รับสมญานามว่าเป็น “บิดาแห่งวิชาเคมี”
    สำหรับในด้านการบันทึกวิชาการทางภูมิศาสตร์นั้นเล่า บุคคลแรกที่เป็น นักภูมิศาสตร์ที่ได้เดินทางทั่วแคว้นแผ่นดินอิสลามและได้เขียนตำราอันทรงคุณค่าขึ้น มาเล่มหนึ่งคือ “อัลบุลดาน” คือ “อะหฺมัด อิบนิอบียะอฺกูบ” หรือที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย ในนาม “ยะอฺกูบีย์” นั่นเอง (เสียชีวิตปีฮิจญฺเราะฮฺศักราชที่ 210)
    ความบากบั่นและเพียรพยายามของบรรดานักปราชญ์แห่งสำนักคิดชีอฺะฮฺในทุก ๆ สาขาวิชาการนั้น เริ่มตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 เรื่อยมาตราบจนกระทั่งถึงยุคปัจจุบัน และพวกเขา ยังได้วางรากฐานและสร้างสถาบันศาสนา โรงเรียน มหาวิทยาลัยอย่างมากมาย ตลอดระยะ เวลาดังกล่าว พวกเขาได้รับใช้ประชาชาติในวิถีทางแห่งวิทยาการอย่างต่อเนื่องเสมอมา สิ่งที่ได้นำเสนอข้างต้นนั้นเป็นการสำแดงให้เห็นถึงบทบาทอันมีศักยภาพ และทรงพลังทาง ด้านวิชาการและอารยธรรมอิสลามของชาวชีอฺะฮฺ สำหรับผู้ที่ใฝ่หาและปรารถนาจะศึกษา เพิ่มเติม สามารถค้นคว้าจากตำราที่มีรายชื่อต่อไปนี้ (ฟิฮฺริสอิบนินะดีม, ริญาลนะญาชีย์, ฟิฮฺริสชัยคฺฏูสีย์, ตะอ์สีสุสชีอฺะฮฺ, อัซซะรีอฺะฮฺ อิลาตะศอนีฟิชชีอฺะฮฺ, อะอฺยานุชชีอฺะฮฺ, บุหูษ ฟิลมิลัล วันนิหัล เล่มที่ 6 เป็นต้น)
    ชีอะฮฺอิมามียะฮฺไม่เคยถือว่าความแตกแต่งและขัดแย้งในด้านฟุรูอุดดีน (หลักปฏิบัติศาสนกิจ) จะเป็นอุปสรรคขวางกั้นในการสร้างความเป็นภราดรภาพ และความ เป็นเอกภาพในท่ามกลางประชาชาติอิสลามเพื่อเผชิญหน้า และต่อกรกับมหาอำนาจ ผู้กดขี่ บีฑาชาวโลกแต่อย่างใด และยังมีความเชื่อมั่นด้วยดีเสมอมาว่าด้วยการจัดประชุมสัมมนา ทางวิชาการ ภายใต้บรรยากาศแห่งความสมานฉันท์ จะสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหา ความไม่ลงรอยกันทางด้านความคิด ทัศนคติและวิชาการทางฟิกฮฺ (ซึ่งในบางครั้งได้กลายเป็น อุปสรรฃสำคัญต่อการสร้างเอกภาพและความปรองดองทางการเมืองในหมู่พี่น้องมุสลิม) ได้อย่างมากมายมหาศาลอย่างแน่นอน โดยหลักพื้นฐานแล้ว ความขัดแย้งทางความฃิด ทัศนคตินั้น เป็นอารมณ์ธรรมชาติอย่างหนึ่งของมนุษย์อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วง ก็คือการปิดกั้นประตูแห่งการสร้างความเข้าใจและสนทนาทางวิชาการในระหว่างปวงปราชญ์ ด้วยกันนั้น ย่อมจะเป็นพาหะแห่งความพ่ายแพ้ ความพินาศในทางวิชาการและความเสื่อมถอย ทางด้านความคิดและทัศนคติอย่างไม่ต้องสงสัย ด้วยเหตุนี้เองที่บรรดานักปราชญ์ ของเราต่างได้ใช้ความเพียรพยายามในทุกยุคสมัยให้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองทางวิชาการ และหลักศรัทธาเพื่อสร้างความบรรเจิดแห่งสารัตถะอิสลามต่อกัน ซึ่งในทางปฏิบัติ พวกเขาต่างได้เรียกร้องและพร้อมที่จะขานรับต่อการเพียรพยายามที่จะสร้างเอกภาพ และฃวามเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในระหว่างมุสลิมในทุก ๆ รูปแบบเสมอมา เพื่อที่จะต่อต้าน เหล่าศัตรูผู้มีโมหะคติอย่างรุนแรงต่ออิสลาม
    โดยบรรดานักคิดและผู้ที่ปรารถนาจะสร้างสรรค์สันติภาพของชาวชีอะฮฺได้ยึดอุดมคติ และคำขวัญดังนี้คือ
    อิสลามตั้งอยู่บนรากฐานสำคัญ 2 ประการฃือ
    1. “กะลิมะตุตเตาฮีด” (การศรัทธาและเคารพภักดีต่อเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า)
    2. “เตาฮีดุลกะลิมะฮฺ” (การสร้างเอกภาพในหมู่ประชาชาติอิสลาม)
    โอ้ข้าแต่พระผู้อภิบาล
    ขอพระองค์ทรงโปรดประทานให้ธงชัยแห่งอิสลามได้โบกสะบัดทั่วพื้นปฐพีด้วยเทอญ
    ขอพระองค์ทรงโปรดทำลายความแตกแยกที่จะเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อจักรวรรดินิยมด้วยเทอญ
    ขอพระองค์ทรงโปรดประทานศักยภาพและพลังที่แข็งแกร่งให้แก่มวลมุสลิมในการเผชิญหน้า กับเหล่ามุชริกีน มุนาฟิกีน และพวกที่ขายตัวชั่วชาติ
    และขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทานวิถีทางที่เที่ยงตรงแก่เราด้วยเทอญ
    ด้วยเกียรติคุณและความกรุณาของพระองค์