ArticleID PicAddress Subject Date
{ArticleID}
{Header}
{Subject}

{Comment}

 {StringDate}
 
 
 
 
 
  • องค์ประกอบของศาสนา  
  • Sendtofriend
  •  
  •  
  • ศาสนาในฐานะปรากฎการณ์ทางจิตและทางสังคม เป็นบ่อเกิดของคุณค่าและวัฒนธรรมและมีความสัมพันธ์กับชีวิตของมนุษย์อย่างแน่นแฟ้น ซึ่งมีความลึกซึ้งและมีองค์ประกอบมากมายหลายอย่าง แต่ที่ถือว่าสำคัญที่สุดมี 5 ประการคือ

    1. ศาสดา คือ ผู้ตั้งศาสนาหรือผู้สอนดั้งเดิม

    2. คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาหมายถีงที่รองรับหลักธรรมคำสอนในศาสนานั้นด้วย

    3. สาวกได้แก่ผู้ปฏิบัติตามคำสอน หรือผู้สืบต่อศาสนา

    4. ศาานสถานหมายถึง สถานที่สำคัญของศาสนา ซึ่งมีไว้ประกอบศาสนกิจ

    5. สัญลักษณ์หมายถึง เครื่องแสดงออกของศาสนาด้านพิธีกรรมและปูชนียวัตถุ

    1. ศาสดา

    ศาสดา คือ ผู้ก่อตั้งศาสนา ทรงคุณลักษณะพิเศษแตกต่างกันไปตามประเภทของศาสนา แต่ ณ ที่นี้สามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทกล่าวคือ ศาสดาสานาเทวนิยมและศาสดาศาสนาอเทวนิยม

    ก. ศาสดาของสานาเทวนิยม หมายถึงศาสนทูตของพระเจ้าเพราะพระองค์ประสงค์ที่จะช่วยกอบกู้มนุษย์ให้พ้นจากบาปหรือความทุกข์ทรมาน จึงได้แสดงพระองค์ให้ปรากฏแก่มนุษย์ในลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

    1. บางศาสนาเชื่อว่าศาสดาในฐานะเทพอวตารที่แปลงกายจากภาคพระเจ้าในสวรรค์สงมาในร่างของมนุษย์ ทำหน้าที่ของตนเสร็จแล้วก็กลับสู่สวรรค์อย่างเดิม ได้แก่ เทพอวตารในศาสนาอินดูที่เรียกว่านารายณ์อวตาร พระเยซูในศาสนาคริสต์ นักบุญจอห์น กล่าวว่าเป็นพระเจ้ากลับกลายเป็นมนุษย์แต่นักศาสนาบางท่าน เช่น ฮีโอโดตุส ไม่ยอมรับโดยกล่าวว่า พระวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ลงสู่พระเยซูในขณะรับศีลพระเจ้าจึงไม่ใช่พระเยซู พระเยซูไม่ใช่บุตรของพระเจ้าแต่เป็นบุตรบุญธรรมเท่านั้น

    2.บางศาสนาเชื่อศาสดาในฐานะนักพรตหรือฤาษี ซึ่งบำเพ็ญตบะอย่างแรงกล้า สามารถได้เห็นได้ยินเสียงทิพย์ขณะจิตใจสงบ จดจำคำของเทพเจ้าได้ และนำมาจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรกลายเป็นคัมภีร์ทางศาสนาขึ้น เช่น คัมภีร์พระเวท หรือ ศรุติ คือ คัมภีร์ว่าด้วยความรู้ที่ได้มาจากการฟังของฤาษีเหล่านี้คือ กัสยประ, อรตี, ภารทวาชะ และเคาตมะ เป็นต้น ต่อมาท่านนักพรตเหล่านี้ได้ถูกสภาปนาขึ้นเป็นเทพเจ้าในสวรรค์

    3.บางศาสนาเชื่อศาสดาในฐานะผู้พยากรณ์ หมายถึงผู้ประกาศข่าวดีอ้ันเป็นสารของพระเจ้า และทำนายเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่จะเกิดกับมนุษย์ในโอกาสต่าง ๆ เช่น ในศาสนายิว เชื่อเรื่องพระผู้มาโปรด เช่น โมเสส เป็นต้น ต่อมาทำให้เกิดศาสนาตริสต์ ซึ่งศาสนาคริสต์ถือว่าศาสดาพยากรณ์ทุกองค์ในศาสนายิว คือ ผู้มาเตรียมทางไว้สำหรับพระเยซูคริสต์ ส่วนศาสนาอิสลามยอมรับว่ามีศาสดาพยากรณ์มาแล้วเป็นอันมาก เช่น โมเสสหรือมูซาในศาสนายิว และพระเยซูหรือศาสดาอีซาในศาสนาคริสต์ ศาสดาพยากรณ์หรือนะบีเหล่านั้นคือ ศาสดาพยากรณ์ของพระเจ้าซึ่งท่านนะบีมุฮัมมัดเป็นศาสดาพยากณ์องค์สุดท้าย

    ข. ศาสดาของศาสนาอเทวนิยม คือ นมุษย์ผู้ค้นพบหลักสัจธรรมด้วยตนเอง หรือรวบรวมหลักธรรมคำสอนเสร็จแล้วนำมาประกาศเผยแผ่แก่ผู้อื่น และตั้งศาสนาของตนขึ้นได้ โดยสอนให้พึ่งตนเอง ไม่สอนให้กราบไหว้วิงวอนขอจากสิ่งภายนอก แบ่งออกได้ 3 ประเภทคือ

    1. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือ ท่านตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นศาสดาในฐานะเป็นครูแห่งเทวดาและมนุษย์ทั้งปวง

    2. ศาสดามหาพรต (คือศาสดาในศาสนาเชน เรียกอีกอย่างว่า ตีรถังการมีอยู่ 24 องค์ องค์สุดท้ายนามว่า มหาวีระ สอนเน้นการบำเพ็ญพรตแบบทรมานตนด้วยหลักอหิงสาอย่างยิ่งยวด ปฏิเสธเทวนิยมแบบพราหมณ์ ยืนยันชะตากรรมลิขิต

    3. ศาสดานักปราชญ์ คือ ศาสดาที่ไม่ได้ออกบวชเป็นสมณะหรือนักพรต ดำเนินชีวิตอยู่อย่างผู้ครองเรือน แต่สนใจในศาสนาและการปฏิบัติ เข้าใจศาสนาแตกฉนรวบรวมระบบจริยธรรมตามที่เป็นโบราณธรรม และหลักปฏิบัติตนในครอบครัวบ้าง เช่น ขงจื้อหรือเล่าจื้อ เป็นต้น

    ลักษณะพิเศษของศาสดา

    ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์

    ศาสดาในศาสนาต่าง ๆ นั้น เป็นบุคคลพิเศษ มีลักษณะสำคัญที่ปรากฎออกมาทั้งในด้านร่างกายและด้านจิตใจจะเห็นได้ว่า ในศาสนายูดายหรือยิว โมเสสเกิดในสมัยที่ฟาโรห์แห่งอียิปต์สั่งให้ประหารเด็กผู่ชายทุกคนที่เกิดใหม่ในปีนั้นเนื่องจากมีการพยากรณ์ว่าเขาจะถูกกำจัดโดยศาสดาองค์หนึ่ง ฟาโรห์จึงเกิดความหวาดกลัว ดังนั้น เขาจึงสั่งให้สั่งหารเด็กผู้ชายที่เกิดใหม่ทุกคน แต่เขาไม่สามารถประหารโมเสสหรือศาสดามูซาได้ มารดาของโมเสสได้ใส่โมเสสลงในกระจาดใบใหญ่ปล่อยให้ลอยไปตามแม่น้ำไนล์ ท่านหญิงอาซียะฮฺ ภิริยาของฟาโรห์ทรงเห็นเด็กที่น่ารักจึงนำมาเลี้ยงไว้ ขนานนามว่าโมเสส แปลว่า ผู้รอดจากน้ำ

    โมเสสได้รับการเลี้ยงดูอย่างหลบซ่อน แต่ก็ได้รับการศึกษาและเลี้ยงดูสมกับเป็นลูกเลี้ยงของเจ้าหญิงอาซียะฮฺ และในที่สุดโมเสสก็ได้แสดงความเป็นศาสดาพยากรณ์ออกมา เพราะทนดูเหตุการณ์การเข่นฆ่า การทรมานและการข่มเหงรังแก่ไม่ได้ โมเสสถูกฟาโรห์ขับไล่ออกจากพระราชวังและต่อมาได้แต่งงานกับลูกสาวนักบวชยิวในเมืองมิเดียนในดินแดนอาหรับ

    โมเสสมีนิสัยต่างไปจากคนอืนชอบช่วยเหลือและมีความเป็นผู้นำอย่างแรงกล้า เมื่อกลับเข้าอียิปต์ได้รวบรวมชาวเฮบรูตั้งเป็นสมาคมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และได้ขอร้องฟาโรห์ให้เลิกบีบบังคับชาวเฮบรูเป็นทาส และขออนุญาตพาชาวเฮบรูออกจากประเทศอียิปต์ แต่ไม่ได้รับอนุญาต จึงมีการต่อสู้ในเชิงจิตวิทยาและมีการพิสูจน์การเป็นศาสดาของโมเสสจึงได้แสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ เพื่อยืนยันกับฟาโรห์ เป็นต้นว่า ทำให้ไม้เท้ากลายเป็นงู ฟาดไม้เท้าบนโขดหินและหินได้แตกเป็นตาน้ำมีน้ำไหลจากภายใต้รอยแตกนั้น สุดท้ายท่านบันดาลให้เกิดโรคระบาดขึ้นทั่วประเทศ โมเสสมีกุสโลบายในการบริหารอย่างชาญฉลาด ท่านได้สอนสั่งให้ประชาชนยอมนับถือพระเจ้าองค์เดียวก่อนจะออกจากอียิปต์ แนะนำให้ผู้ชายทุกคนขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศออกให้หมดตามหลักคำสอนของศาสนา และให้สัญญาแก่ชาวเฮบรูว่าจะออกไปเพื่อค้นหาแผ่นดินสัญญา โมเสสได้พาชาวเฮบรูที่หมดหวังออกจากอียิปต์หนีการไ่ล่ล่าของฟาโรห์เมื่อเดินทางไปถึงทะเลแดงท่านได้ใช้ไม้เท้าฟาดลงบนผิวน้ำ ทำให้น้ำทะเลแยกออกเป็นทางเดินโมเสสได้พาชาวเฮบรูเดินข้ามทะเลไปด้วยความปลอดภัยยังอีกฝั่งหนึ่ง หลังจากนั้นพระเจ้าทรงมีบัญชาให้โมเสสขึ้นไปบนยอดเขาซิไน เพื่อไปพบพระเจ้าและรับบัญญติจากพระองค์ โมเสสได้นำบัญญัติ 10 ประการ มาเป็นหลักการปกครองพยายามพัฒนาชาวเฮบรูใ้ห้ีมีความเจริญ แต่น่าเสียดายว่าชาวเฮบรูเป็นชนชาติที่ไม่ซื่อสัตย์และมีนิสัยชองหักหลัง พวกเขาได้หักหลังโมเสสหลังจากที่โมเสสขึ้นเขาไปพบพระเจ้าพวกเขาได้ปั้นรูปวัวเป็นเทพเจ้าสักการะแทนพระเจ้าลืมคำสอนของโมเสสจนหมดสิ้น โมเสสสั่งให้ตั้งค่ายบริสุทธิ์ เป็นที่ประกอบศาสนากิจซึ่งท่านเป็นผู้นำพิธี และต่อมาได้มอบให้โยชัว ศิษย์มือขวาเป็นทายาทสืบตำแหน่งผู้นำแทน ท่านได้มอบหีบแห่งบัญญัติและกำชับว่าเมื่อจะอพยพไปที่ใดก็ตามต้องนำหีบบัญญัติไปด้วย เพื่อยืนยันการเป็นตัวแทนของฉัน

    โมเสสนำชาวเฮบรูเร่ร่อนไปถึงแม่น้ำจอร์แดน ท่านได้ต่อสู้กับเจ้าของถิ่นจนได้รับชัยชนะจึงได้ตั้งรกรากอยู่ในแผ่นดินแห่งนั้น โมเสสแสดงปาฏิหาริย์สำคัญที่สุด คือ การใช้ไม้เท้าฟาดลงบนทะเลแดงทำให้น้ำทะเลแยกออกเป็นทางเดิน ชาวเฮบรูข้ามไปได้ก่อนที่กองทัพของฟาโรห์จะติดตามสังหารทัน ในขณะนั้นโมเสสที่อายุ 80 ปีพอดี

    พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอานยืนยันว่าโมเสสหรือมูซาคือ ศาสดาองค์หนึ่งที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานลงมาสั่งสอนประชาชาติในสมัยนั้นโดยมีคัมภีร์เตารอตเป็นแบบอย่างในการสั่งสอน แต่ต่อมาคัมภีร์เตารอตได้ถูกพวกยิวเปลี่ยนแปลงและบิดเบือนข้อความต่าง ๆ ในคัมภีร์จนหมดสิ้น คัมภีร์เล่มปัจจุบันจึงไม่สามารถกล่าวได้ว่าเป็นคัมภีร์ฉบับเดิมที่ศาสดามูซารับมาจากพระเจ้า เพราะได้รับการเปลี่ยนแปลงไปแล้วนั่้นเอง

    ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์

    ศาสนาคริสต์ พระเยซูหรืออีซาตามความเชื่อของพวกเขาคือ อวตารของพระเจ้า โดยที่พระจิตของพระเจ้าบันดาลให้นางมารีย์หรือมัรยัมตั้งครรภ์ ขณะที่เป็นคู่หมั้นของโยเซฟ แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกันฉันสามีภรรยา พระเยซูคือพระผู้มาโปรดหรือช่วยประชากรของพระเจ้าให้พ้นจากบาป ทรงเป็นผู้ฉลาด เมื่อยังเป็นกุมารทรงโต้ตอบปัญหากับพวกหมอ นักปราชญ์ ได้อย่างคล่องแคล่วด้วยปรีชาสุขุมที่น่าอัศจรรย์

    เนื่องจากในยุคสมัยนั้นการแสดงเหตุผลในการพิสูจน์การเป็นศาสดาไม่ค่อยเป็นที่ยอมรับมากนัก เนื่องความโง่เขลาของประชาชนที่ไม่ได้เีรียนหนังสือ ดังนั้นหนทางเดียวที่สามารถพิสูจน์การเป็นศาสดาได้คือการแสดงปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ศาสดาเยซูได้แสดงปาฏิหารย์ไว้มากมาย เช่น ทรงดำเนินบนผิวน้ำ ทรงรักษาคนป่วยหลายประเภท เช่น คนพิการ คนตาบอด คนง่อย คนใบ้ และคนเจ็บป่วยต่าง ๆ แขน ขาหัก ให้หายเป็นปกติได้ และทรงทำให้สิ่งที่ตายแล้วกลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้ง

    พระมหาคัมภีร์อัล-กุรอานกล่าวยืนยันว่าเยซูหรืออีซา คือศาสดาองค์หนึ่งที่พระเจ้าทรงประทานลงมาสั่งสอนมนุษย์โดยประทานคัมภีร์อินญีลมาพร้อมกับท่านเพื่อเป็นแบบอย่างในการสั่งสอน คัมภีร์อัล-กุรอานกล่าวว่า อีซามิใช่บุตรของพระเจ้า ก่อนที่จะกำเนิดอีซาพระเจ้าทรงมีบัญชามายังท่านหญิงมัรยัมมารดาของศาสดาอีซาก่อนว่า พระองค์จะให้นางให้กำเนิดเด็กน้อยคนหนึ่งซึ่งเขาจะเป็นศาสดาในภายภาคหน้า ท่านหญิงทูลกลับไปว่าฉันจะมีชุตรได้อย่างไรเมื่อฉันไม่มีสามี เมื่อนางยอมรับเงื่อนไขแล้ว พระองค์เป่าดวงวิญญาณบริสุทธิ์เข้าไปบนร่างของนาง ต่อมาท่านหญิงมัรยัมได้ตั้งครรภ์ ขณะนั้นนางถูกประชาชนกร่นด่าต่าง ๆ นานา เนื่องจากพวกเขารับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ต่อมาพระเจ้าทรงมีบัญชาให้ท่านหญิงเดินทางไปกลางทะเลทรายเพื่อเก็บตัว เมื่อคลอดศาสดาอีซาออกมาแล้วทรงให้ท่านหญิงกลับเข้ามาในเมืองอีกครั้ง ประชาชนต่างรอคอยที่จะประชาทัณฑ์ท่านหญิง แต่พระเจ้าทรงมีบัญชาให้ท่านหญิงเงียบโดยไม่ต้องกล่าวสิ่งใด ทุกคำถามที่่พวกเขาสงสัยและถามมากุมารน้อยจะเ้ป็นผู้ตอบ และทุกอย่างก็เป็นไปตามที่พระองค์ดำรัส ประโยคสุดท้ายที่กุมารน้อยกล่าวคือ ฉันคือบ่าวของพระเจ้าและเป็นศาสดาที่จะมาสอนสั่งพวกเจ้า แต่น่าเสียดายว่าหลักคำสอนของศาสดาอีซาและคัมภีร์อินญิลที่ท่านรับมาจากพระเจ้าได้ถูกบิดเบือนไปจนหมดสิ้น ศาสนาคริสต์ที่มีอยู่ในปัจจุบันมิได้ปฏิบัติตามหลักการที่แท้จริงของอีซา

    อัล-กุรอานยังยืนยันอีกว่าอีซาไม่ได้ถูำกสังหารตึงไม้กางเขนดั่งที่เห็นในปัจจุบัน พระเจ้าทรงเปลี่ยนอีซากับชายคนหนึ่งที่มีใบหน้าคล้ายกับอีซา ศาสดาอีซาถูกเก็บรักษาตัวไว้โดยพระเจ้า และท่านจะปรากฏกายอีกครั้งก่อนที่โลกจะถึงกาลอาวสาน

    ศาสดาแห่งอิสลาม

    ในศาสนาอิสลาม มีการกล่าวถึง คุณวิเศษของศาสดามุฮัมมัดในลักษณะต่าง ๆ เช่น ท่านไม่รู้หนังสืออ่านเขียนไม่เป็น แต่ทรงแสดงพระวจนะของอัลลอฮฺ (ซบ) ได้อย่างสมบูรณ์หรือรู้จักกันในนามของพระมหาคัมภีร์อัล-กุรอาน ท่านเป็นผู้มีจริยธรรมสูงส่งดังที่คัมภีร์กล่าวว่า แท้จริงเจ้าเป็นผู้มีจริยธรรมอันสูงส่ง ศาสดาเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริตที่สุดจนได้รับฉายานามว่า อามีน หมายถึงรักษาของฝากของทุกคนที่นำมาฝากกับท่าน พวกเขาจะได้รับของคืนโดยไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่องหรือได้รับเสียหาย ศาสดาเป็นคนผิวขาวเปล่งปลั่งออกชมพู จะเห็นได้ชัดเจนบริที่โดนแสงแดดหรืออากาศที่แปรปรวน เช่น ใบหน้า คอ และหูนั้นจะออกสีแดงเรื่อ ส่วนที่มีผ้าปกคลุมั้นเป็นสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าของท่านงามกว่าชายใด เปรียบได้กับดวงจันทร์เต็มดวง ท่านมีหน้าปากกว้าง คิ้วดก แต่เรียบบาง ระหว่างคิ้วเป็นสีน้ำเงิน เหลือบดวงตาโตลึกและมีสีเข้มออกแดงนิดหน่อย ขนตาของท่านยาวและหนา จมูกลาดเป็นสันได้สัดส่วน ฟันขาวเป็นเงา ริมฝีปากได้รูปงดงาม แก้มมีเนื้อแน่นไม่อ่อนนิ่ม ใบหน้าค่อนข้างมน เคราหนาหนวดตัดเรียบ หน้าอกกว้าง ไหล่กว้าง มือ แขน ไหล่ และข้อเท้าของท่านมีเนื้อเต็ม ท่านเป็นคนค่อนข้างท้วม แม้มีอายุขึ้นร่างกายท่านก็ยังคงเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและแข็งแรง ดูท่าทางจากภายนอกจะเห็นว่าเป็นคนอ่อนโยนและช่างคิด ท่านมักจะอมยิ้มน้อย ๆ แทนการหัวเราะ ท่านมีนิสัยเรียบง่าย ปกติท่านเป็นคนชอบเครื่องหอมอย่างมาก ท่านมีจิตใจสูงส่ง ประณีต ละเอียดอ่อน และเก็บความรู้สึกได้เป็นเลิศ กล่าวกันว่า ท่านศาสดามุฮัมมัด มีความสงบเสงี่ยมยิ่งกว่าหญิงพรหมจารีย์ที่นั่งอยู่หลังบ้านเสียอีก ท่านศาสดามีความเป็นห่วงเป็นใยบรรดาผู้ศรัทธาทุกคน

    มุฮัมมัดอามีน (ซ็อล ฯ) ก่อนค่ำที่ 27 เดือนเราะญับ ท่านได้ขึ้นไปแสดงความเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าบนถ้ำฮิรอ ท่านได้ฝันเห็นบางสิ่งบางอย่างซึ่งตรงกับความเป็นจริงขณะที่ท่านตื่นขึ้นมา ขณะนั้นจิตใจของท่านมีความพร้อมต่อการรับวะฮฺยูของพระผู้เป็นเจ้า และในคืนนั้นเองมลาอิกะฮฺญิบรออีล (มหาเทพกาบีเีรียล) ได้รับมอบหมายหน้าที่ให้นำโองการมาอ่านแก่ท่านศาสดา และเลือกให้ท่านเป็นศาสดาแห่งพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งขณะนั้นท่านมีอายุได้ ๔๐ ปีพอดี ความนิ่งเงียบ ความโดดเดี่ยว และความตั้งใจมั่นที่มีต่อพระผู้เป็นเจ้า อันเป็นเอกลักษณ์พิเศษของท่านศาสดาทำให้ญิบรออีลต้องขออนุญาต เพื่ออ่านโองการของพระผู้เป็นเจ้าโดยเริ่มต้นที่โองการแรกว่า

    จงอ่านด้วยพระนามแห่งพระผู้อภิบาลของเจ้า ผู้ทรงบังเกิด ทรงบังเกิดมนุษย์จากก้อนเลือด จงอ่านเถิด และพระผู้อภิบาลของเจ้าผู้ทรงใจบุญยิ่ง ผู้ทรงสอนการใช้ปากกา ผู้ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้

    ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ไม่เคยเรียนหนังสือท่านไม่ออกและเขียนไม่เป็น ได้กล่าวกับญิบรออีลว่า ฉันอ่านไม่เป็นหรอก ญิบรออีลได้ขอร้องท่านให้อ่่านในเลาฮุน (แผ่นป้ายที่จดบันทึก) ท่านศาสดายืนยันคำตอบเดิม จนกระทั่้งครั้งที่สามท่่านศาสดาเริ่มรู้สึกว่าท่านสามารถอ่่านข้อความที่บันทึกในเลาฮุน ซึ่งอยู่ในมือของญิบรออีล ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นการประกาศสาส์นครั้งแรกของพระผู้เป็นเจ้า ญิบรออีลได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนเสร็จสิ้นแล้ว ท่านศาสดาได้ลงจากภูเขา และตรงไปที่บ้านเล่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นให้ท่านหญิงเคาะดิญะฮฺผู้เป็นภรรยารับฟัง ท่านหญิงทราบดีว่าภารกิจอันหนักอึ้งของท่านศาสดาได้เริ่มต้นแล้ว ท่านได้พูดจาเอาใจ และให้กำลังใจทุกอย่างแก่ท่านศาสดา โดยกล่าวว่า ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเมตตา ทรงเมตตาท่านอย่างยิ่ง เนื่องจากท่านเป็นผู้เมตตาต่อผู้อื่นและคนยากจนทั้งหลาย ท่านมีความรักและความห่วงใยต่อครอบครัว พระผู้เป็นเจ้าทรงรักและห่วงใยท่าน และทรงช่วยเหลือท่านอย่างแน่นอน

    ศาสดาแห่งศาสนาสิกข์

    ในศาสนาสิกข์ คุรุนานัก เกิดในตระกูลคนจน เป็นชาวฮินดู อยู่ในวรรณะพราหมณ์ได้รับการศึกษาเมื่ออายุ 7 ขวบ มีปัญญาแตกฉานตั้งแต่ยังเล็ก สนใจศาสนาแตกฉานในคัมภีร์พระเวทและศาสนาโซโรอัสเตอร์ ของชาวเปอร์เซีย อายุ 9 ขวบ ก็ประกาศตนเป็นอาจารย์ไม่สนใจในอำนาจแม้แต่การเมือง มุ่งหน้าแต่สอนศาสนาอย่างเดียว แต่งงานมีบุตร 2 คน แต่ไม่ประสบความสำเร็จในการครองเรือน อายุ 36 ปี ก็ออกไปหาความสงบในป่า

    ในคราวประชาชนทุกข์ยากไม่ได้รับความเป็นธรรมา คุรุนานักตั้งตัวเป็นครูเที่ยวสั่งสอนผู้คน ตั้งตัวเป็นแพทย์พยาบาลคนป่วย เที่ยวแนะนำให้ความยุติธรรมแก่คนทั้งหลาย สละทรัพย์สมบัติทั้งหมด เที่ยวไปด้วยเครื่องแต่งตัวชิ้นเดียว

    คุรุนานักปฏิบัติตนตามแบบฮินดูและแบบมุสลิม เที่ยวสั่งสอนประชาชนอยู่ 12 ปี โดยเน้นเรื่อง สามัคคี เสมอภาค ศรัทธาและความรักและเดินธุดงค์ไปสั่งสอนถึงเมืองเมกกะฮฺ

    ศาสดาแห่งศาสนาเล่าจื้อ

    ในศาสนาเล่าจื๊อ คัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง ได้พรรณาลักษณะของเล่าจื้อว่าชอบเดินทางโดยขี่หลังควาย เล่าจื้อมองโลกด้วยสายตาธรรมดา เห็นความผิดของคนทั้งหลายเป็นธรรมดาที่จะยกโทษให้ ผู้ใดทำความชั่ว ก็ให้ชนะความชั่วนั้นด้วยความดี ให้ชนะความร้ายด้วยความกรุณา เล่าจื้อ กล่าวว่า ผู้ใดชั่วร้ายต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะเป็นคนดีต่อเขา ผู้ใดทำความดีต่อข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ซื่อสัตย์ต่อเขาทุกคน

    เล่าจื้อมีบุคลิกลักษณะเป็นคนเมตตากรุณาและชอบควาสงบ เต๋าเต็กเก็งแสดงไว้ว่าหมู่ชนทั้งหลาย เป็นผู้มีความสุขเช่นหมู่ชนทั้งหลาย ข้าพเจ้าเป็นคนหยิ่ง คนขลาด ข้าพเจ้าเป็นคนแตกต่างจากผู้มีความสุขทั้งหลาย ข้าพเจ้าจากคนทั้งหลายมาเพื่อแสวงหาเต๋า

    เล่าจื้อมีคุณสมบัติพิเศษ 3 ประการ คือ ความเมตตา กรุณา ความกระเหม็ดกระแหม่และความอ่อนน้อมถ่อมตัว เล่าจื้อเคยกล่าวว่า แม้ผู้คนจะนับถือตนว่าเป็นปราชญ์ แต่ไม่มีผู้ใดเข้าใจเขาจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่คำพูดของตนเองง่ายที่จะเข้าใจและปฏิบัติตาม เพราะเมื่อไม่เข้าใจธรรชาติแล้วก็ยากที่จะเข้าถึงสัจธรรม

    ศาสดาแห่งศาสนาขงจื้อ

     ส่วนศาสดาขงจื้อ เกิดในถ้ำขณะที่บ้านเมืองเกิดความยุ่งเหยิง ตระกูลตกย่ำยากจนเป็นคงกำพร้า บิดาตายแต่ยังเล็ก ต้องต่อสู้กับปัญหาชีวิตอย่างเดียวดาย ขงจื้อมีอาขีพรับราชากรเจริญรุ่งเรองเพราะถูกกับอุปนิสัยใจคอผู้ว่าการเมืองฉางหลวง ได้เลื่อนขึ้นเป็นผู้ว่า การ กระทรวงยุติธรรม และผู้รักษาการประธานมนตรี ชอบศึกษาและรอบรู้ในจารีตประเพณีของจีนเป็นอย่างดีสามารถประกอบพิธีต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้อง และกลายเป็นอาจารย์ของคนทั้งหลาย

    ขงจื้อมีความมุ่งมั่น จะเปลี่ยนแปลงสังคมตามอุดมคติของตนให้จงได้ แต่ก็ล้มเหลว 13 ปีแห่งการท่องเที่ยวไปในแคว้นต่าง ๆ ขงจื้อได้พบกับความผิดหวัง ทุกข์ยากลำบากถึงกับอดข้าวและไม่มีร่มไม้ชายคาใดต้อนรับในระหว่างเดินทาง แม้กระนั้นก็ยังเชื่อมั่นว่า “ฟ้า” คงจะปกปักรักษา เพราะทั้งหมดในชีวิตที่ทำมานั้น คือ การเผยแผ่สัจธรรม และหวังอยู่เสมอว่าวันหนึ่งตนอาจจะช่วยโลกให้บรรลุสันติสุขได้

    ศาสดาแห่งศาสนาชินโต

    ในศาสนาชินโต สมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ คือ อวตารของสุริยเทพอมเตรสุ พระองค์ทรงเป็นศูนย์กลางระหว่างเทพเจ้ากับพลเมือง ทรงเป็นผู้ปกครองอาณาจักร ทรงเป็นประมุขของศาสนาจักรทั้งสิ้น พระองค์ทรงเป็นนิมิตหมายแห่งความไม่สูญสลายแห่งเทพอำนาจของพระองค์ คือ เทพเจ้าผู้สิงสถิตอยู่ในร่างของมนุษย์ ดังนั้น พระบรมราชโองการของสมเด็จพระจักรพรรดิ คือ โองการแห่งสวรรค์

    ศาสดาแห่งศาสนาเชน

    ในศาสนาเชน พระมหาวีระ สอนว่า ท่านไม่ใช่ศาดาองค์แรกของศาสนานี้ พระองค์เป็นเพียงผู้ค้นพบหลักธรรมของศาสดาที่เรียกว่า ติรถังการ องค์ก่อน ๆ ทั้งหมด 23 องค์ ศาสนิกเชนเชื่อว่า พระมหาวีระเป็นศาสดาองค์ที่ 24 เป็นองค์สุดท้าย ทรงบริสุทธิ์ พ้นจากกิเลสทั้งปวง ประกอบด้วยคุณสมบัติ 10 ประการ คือ

    1. สามารถปกป้องอันตรายอันเกิดจากทุพภิกขภัยได้ในรัศมี 800 ไมล์

    2. ยกตัวขึ้นจากแผ่นดินได้ (เหาะ) ไม่ว่าเวลา นั่ง นอน หรือเดิน

    3. สามารถเผชิญหน้ากับใคร ๆ และอันตรายใด ๆ ได้ทั้ง 4 ทิศ

    4. สามารถปกป้องอันตรายให้แก่บุคคลอื่นที่อยู่รอบข้าง

    5. สามารถระงับทุกเวทนาใด ๆ ได้

    6. สามารถเป็นอยู่ได้โดยไม่แตะต้องอาหาร

    7. สามารถในศิลปะและวิทยาการทุกประการ

    8. เป็นผู้ไม่มีเล็บและผมงอกขึ้น

    9. ลืมตาได้ตลอดโดยไม่กระพริบ

    10. ร่างกายไม่มีเงา

    นอกจากนี้ศาสนาเชน ยังเชื่อว่า ติรถังกร ประกอบด้วยคุณสมบัติพิเศษ 4 ประการ คือ มีความรู้สึกรับผิดชอบเป็นเลิศ มีความรู้เป็นเลิศ มีพลังเป็นเลิศ และมีความสุขเป็นเลิศ เช่นเดียวกับศาสดาทุกพระองค์ จึงเป็นผู้มีดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์

    ศาสดาแห่งพุทธศาสนา

    ในพระไตรปิฎก  ได้ล่าวถึงมหาปุรสลักษณะอันเป็นคุณสมบัติประจำกายของเจ้าชายสิทธัตถะไว้ 32  ประการ และคุณลักษณพิเศษในฐานะพระพุทธเจ้าไว้อีก 9 ประการ ดังนี้คือ

    1. มีพื้นเท้าสม่ำเสมอ

    2. ฝ่ามือมีลายจักร มีซี่กำข้างละพ้นพร้อมทั้งกงและดุม

     3. มีเส้นยาว

    4. มีนิ้วมือและนิ้วเท้าเรียวยาว

    5. มีฝ่ามือฝ่าเท้าอ่อนละมุน

    6. มีลายฝ่ามือฝ่าเท้าดุจตาข่าย

     7. มีข้อเท้าอยู่สูง

    8. มีแข้งดุจแข้งเนื้อทราย

    9. แม้ยืนไม่ย่อตัวลงก็สามารถแตะเข่าได้ด้วยมือทั้งสอง

     10. มีองคชาตตั้งอยู่ในฝัก

    11. มีสีกายดุจทอง คือ มีผิหนังดุจทอง

    12. มีผิหนังละเอียด

    13. มีขนขุมละเส้น เส้นหนึ่ง ๆ อยู่ขุมหนึ่ง

    14. มีปลายขนชอนขึ้นมีสีดุจดอกอัญชัน ขึ้นเวียนขวา

    15. มีกายดุจกายพรหม

    16. มีเนื้อนุนหนาในที่ 7 แห่ง คือ หลังมือ 2 หลังเท้า 2 บ่า 2 และที่คอ

    17. มีกายข้างหน้าดุจราชสีห์

    18. มีหลังเต็มบริบูร์ไม่เป็นร่อง

    19. มีทรวดทรงดุจต้นไทร คือ กายกับวาเท่ากัน

    20. มีคอกลมเกลี้ยง

     21. มีประสาทรับรสอันเลิศ

    22. มีคางดุจคางราชสีห์

    23. มีฟัน 40 ซี่บริบูรณ์

    24. มีฟันเรียบเสมอ

    25. มีฟันสนิทชิดกัน

    26. มีเขี้ยวสีขาวงาม

    27. มีลิ้นใหญ่และยาว

    28. มีเสียงดุจเสียงพรหม คือเสียงไพเราะ ประกอบด้วยองค์ 8 ประการ คือ เสียงสละสลวย 1 รู้ได้ง่าย 1 ไพเราะ 1 น่าฟัง 1 หยดย้อย 1 ไม่แหบเครือ 1 ลึก 1 ก้อง 1 หรือเหมือนเสียงนกการะเวก

     29. มีนัยน์ตาดำสนิทเหมือนสีนิล

    30. มีตาบริสุทธิ์ ดุจตาลูกโคเพิ่งคลอด

    31. มีอุณาโลมที่หว่างคิ้วขาวอ่อนเหมือนสำลี

    32. มีศรีษะรับกับกรอบหน้า

    ในฐานะผู้มีตนอันพัฒนาสูงสุด ตรัสรู้เป็นพระสมัมาสัมพุทธเจ้า ทรงได้รับการสรรเสริญด้วยคุณสมบัติ 9 ประการ คือ

    1. เป็นพระอรหันต์

    2.ตรัสรู้เองโดยชอบ

    3.ถึงพร้อมด้วยวิชาและจรณะ

    4.เสร็จไปดีแล้ว

    5.เป็นผู้รู้แจ้งโลก

    6.เป็นสารถีฝึกคนที่ฝึกได้ไม่มีใครยิ่งกว่า

    7.เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

    8.เป็นผู้ตื่นและเบิกบานอยู่เสมอ

    9.เป็นผู้มีโชค

    ซึ่งย่นย่อลงในคุณสมบัติ 3 ประการ คือ ทรงสมบูรณ์ด้วยพระปัญญาคุณ พระกรุณาธิคุณและพระวิสุทธิคุณ[1]

    2. คัมภีร์หรือคำสอน

    ลักษณะของคัมภีร์ศาสนา

    คัมภีร์ศาสนา คือ ข้อความ คำสั่งสอนของพระศาสดา ซึ่งบางศาสนารวมคำสั่งสอนของพระสาวกไว้ด้วย สำคัญหรือข้อความบันทีกเหตุการณ์เกี่ยวกับศาสนาที่ท่องจำกันไว้ได้แล้วจดจารึกเป็นลายลักษณ์อักษรคำสอนของศาสนาฝ่ายอเทวนิยมที่เรียก พระธรรมวินัยก็บรรจุอยู่ในคัมภีร์ทางศาสนา ซึ่งจัดไว้เป็นหมวดหมู่ตามลักษณะของแต่ละศาสนา

    ในเทวนิยม พระคัมภีร์นอกจากจะเป็นภาชนะรองรับพระวจนะของพระเจ้าแล้ว ยังเป็นการบันทึกประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ และเผ่าพันธุ์กับพระเจ้าไว้อย่างไม่ขาดตอน เช่น พระคัมภีร์ไบเบิลภาคแรก ว่าด้วยประวัติศาสตร์ของชาวโลกและมนุษยชาติต่อ ๆ มา เริ่มตั้งแต่พระเจ้าสร้างโลก สร้างมนุษย์คู่แรก คือ อาดัมกับฮะวา พระเวทก็ถือว่าเป็นวรรณกรรมชุดแรกของโลกที่สืบต่อกันมาไม่ขาดตอนเป็นเวลาหลายพันปี ศาสนาแบบเทวนิยมยอมรับว่าคัมภีร์นั้นเป็นดำรัสของพระ้เจ้า มนุษย์ไม่สามารถกล่าวคำพูดเช่นนั้นได้เด็ดขาด

    ส่วนในอเทวนิยม โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา คัมภีร์มีลักษณะแตกต่างไปจากคัมภีร์ในศาสนาประเภทเทวนิยม กล่าวคือ พระไตรปิฎกเป็นภาชนะรองรับพุทธวจนะ ที่ว่าด้วยธรรมชาติของโลกและชีวิตล้วน ๆ โดยอธิบายสภาวธรรมชาติ และการกระทำของมนุษย์ เช่น เรื่อง อริยสัจไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท สังสารวัฏ เป็นต้น ไม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์หรือการเมืองของชนชาติใดโดยเฉพาะ

    คัมภีร์ในศาสนาต่าง ๆ มีชื่อเรียก ดังนี้

    1. คัมภีร์ในศาสนาพราหมณ์- ฮินดู เรียก พระเวทหรือไตรเพท

    2.คัมภีร์ในศาสนาเชน เรียก อาคม

    3. คัมภีร์ในพระพุทธศาสนา เรียก พนไจนปิฎก

    4. คัมภีร์ในศาสนาสิกข์ เรียก ครันถะ

    5. คัมภีร์ในศาสนาเต๋า เรียก เต๋าเต็กเก็ง

    6. คัมภีร์ในศาสนาขงจื้อ เรียก เก็งทั้ง 5 และชูทั้ง 4

    7. คัมภีร์ในศาสนาชินโต เรียก โกชิกิ นิฮอนคิ และเยนงิซิกิ

    8. คัมภีร์ในศษสนายิวหรือยูดาย เรียก โตราห์ (เตารอต) และทัลมุด

    9. คัมภีร์ในศาสนาคริสต์ เรียก ไบเบิล (อินญีล)

    10. คัมภีร์ในศาสนาอิสลาม เรียก อัล-กุรอาน

    คัมภีร์แห่งศาสนาอิสลาม

    อัล-กุรอาน มาจากรากศัพท์ในภาษาอาหรับแปลว่า การอ่าน หรือ การรวบรวม อัลลอฮฺ (ซบ) พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงสุด ได้ทรงประทานคัมภีร์อัลกรุอานแก่ ศาสดามูฮัมมัด (ซ็อลล) ซึ่งเป็นศาสนทูตคนสุดท้าย และคัมภีร์นี้ก็เป็นคัมภีร์สุดท้ายที่พระผู้เป็นเจ้าได้ส่งมาให้แก่มวลมนุษยชาติ   หลังจากนี้แล้วจะไม่มีคัมภีร์ใด ๆ จากพระผู้เป็นเจ้าอีก   คัมภีร์กรุอานนี้ได้ประทานมาเพื่อยกเลิกคัมภีร์เก่า ๆ ที่เคยได้ทรงประทานมาในอดีตนั่นคือคัมภีร์เตารอต (Torah) ที่เคยทรงประทานมาแก่ศาสดามูซา คัมภีร์ศะบูร (Psalm) ที่เคยทรงประทานมาแก่ศาสดาดาวูด (David) และ คัมภีร์อินญีล (Evangelis) ที่เคยทรงประทานมาแก่ศาสดาอีซา (Jesus) เป็นคัมภีร์ที่บริบูรณ์ไม่มีการเพี้ยนเปลี่ยนแปลง ภาษาของอัล-กุรอานนั้นคือภาษาอาหรับ ซึ่งเป็นภาษาของศาสดามุฮัมมัดนั่นเอง

    การศรัทธาในคัมภีร์อัล-กุรอานทั้งเล่มเป็นหลักการหนึ่งที่มุสลิมทุกคนต้องศรัทธา นั่นก็หมายความว่าหากไม่ศรัทธาในอัล-กุรอาน หรือศรัทธาเพียงบางส่วนก็จะเป็นมุสลิมไม่ได้ เช่นเดียวกับที่ต้องศรัทธาว่าคัมภีร์อัล-กุรอานที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้มีความบริบูรณ์ภายใต้การพิทักษ์ของอัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้ จึงไม่มีการสังคายนาอัล-กุรอานเลยตั้งแต่วันที่ท่านศาสดาชีวิตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ด้วยพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้าภาษาอาหรับจึงเป็นภาษาโบราณภาษาเดียวที่มีชีวิตอยู่จนกระทั่งวันนี้ได้ และได้กลายเป็นภาษามาตรฐานของประเทศอาหรับทั้งหลาย เป็นภาษาวิชาการของอิสลาม และเป็นภาษาที่ใช้ในการปฏิบัติศาสนพิธีของมุสลิมทุกคนทั่วโลก

    ในราวปี ค.ศ.๖๑๐ เมื่อมุฮัมมัดนั่งบำเพ็ญตนอยู่ในถ้ำบนยอดเขาฮิรออฺอย่างที่เคยทำเป็นประจำ ญิบรีลฑูตแห่งอัลลอฮฺก็ปรากฏตนขึ้น และนำพระโองการจากพระผู้เป็นเจ้ามีความว่า

    จงอ่านเถิด ด้วยพระนามแห่งผู้อภิบาล ผู้ทรงให้บังเกิด พระองค์ผู้ทรงให้มนุษย์เกิดมาจากเลือดก้อนหนึ่ง

    จงอ่านเถิด และพระผู้อภิบาลของเธอนั้นคือผู้ทรงใจบุญยิ่ง ผู้ทรงสอนมนุษย์ด้วยปากกา ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้...(อัลอะลัก)

    ตั้งแต่นั้นมา มุฮัมมัดก็ได้กลายเป็นศาสนฑูตของอัลลอฮฺที่ต้องรับหน้าที่ประกาศศาสนาของอัลลอฮฺ นั่นคือศาสนาอิสลาม ที่ตั้งอยู่บนหลักการไม่บูชาสิ่งอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ การวิวรณ์ การรับสาส์น หรือโองการจากอัลลอฮฺนั้นเรียกในภาษาอาหรับว่า วะฮีย์ ศาสดามุฮัมมัดได้รับวะฮีย์เป็นคราว ๆ ทะยอยลงมาเรื่อย ๆ จากวะฮีย์แรกถึงวะฮีย์สุดท้ายใช้เวลา ๒๓ ปี ทุกครั้งที่วะฮีย์ลงมา ท่านศาสนฑูตจะประกาศให้สาวกของท่านทราบ เพื่อจะได้ไปประกาศให้คนอื่นทราบอีกต่อไป สาวกจะพยายามท่องจำวะฮีย์ที่ลงมานั้นจนขึ้นใจ และท่านศาสดาจะสั่งให้อาลักษณ์ของท่านบันทึกลงในสมุดที่ทำด้วยหนังสัตว์ กระดูก หรือสิ่งอื่น ๆ ที่สามารถเก็บรักษาไว้ได้

    คัมภีร์อัล-กุรอานสุดยอดของวาทศิลป์

    ชาวอาหรับสมัยนั้นเก่งกาจในเชิงกวีนิพนธ์ มีกวีลือนามปรากฏอยู่ทุกเผ่า ที่กะอฺบะหฺนั้นก็มีบทกวีที่แต่งโดยเจ็ดยอดกวีอาหรับ   เขียนด้วยน้ำทองคำแขวนอยู่ ในงานแสดงสินค้าประจำปีที่ อุกาศ ในอาราเบีย ที่จัดให้อาหรับทุกเผ่าพันธุ์มาพบปะแลกเปลี่ยนสินค้าและวัฒนธรรม ก็จะมีกิจกรรมที่สำคัญที่สุดร่วมอยู่ด้วยนั่นคือการประชันบทกวี

    อันลักษณะของคัมภีร์อัลกรุอานนั้นอยู่กึ่งกลางระหว่างร้อยแก้วและร้อยกรอง   คัมภีร์อัลกรุอานจึงเป็นสิ่งท้าทายที่พิสดารสำหรับชาวอาหรับ เพราะเป็นร้อยแก้วมีความไพเราะได้โดยไม่ต้องใช้มาตราสัมผัสและบทวรรคตามกฎของกวีนิพนธ์ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ชาวอาหรับฉงนใจว่า คนที่ไม่เคยแต่งโคลงกลอนและอ่านเขียนไม่ได้อย่างมุฮัมมัด จะต้องไม่ใช่ผู้แต่งอัล-กุรอานเป็นแน่

    อัล-กุรอานแบ่งออกเป็นบท เรียกว่า ซูเราะฮฺ ซึ่งมีทั้งหมด ๑๑๔ ซูเราะฮฺ แต่ละซูเราะฮฺ แบ่งเป็นวรรคสั้นยาวไม่เท่ากัน เรียกว่า อายะฮฺ (แปลว่า สัญลักษณ์) แต่มักเรียกกันจนชินปากวา โองการ ซึ่งอัลกรุอานมีอายะฮฺทั้งหมด ๖๒๓๖ อายะฮฺ ตามการนับมาตรฐาน (ดู คัมภีร์มาตรฐานที่พิมพ์โดยรัฐบาลซาอุดิอารเบีย) เนื้อหาในอัล-กุรอานนั้นแบ่งได้สามหมวดคือ หนึ่งเกี่ยวกับหลักการศรัทธาต่ออัลลอฮฺ พระผู้เป็นเจ้า ความเร้นลับที่มีอยู่ในและนอกกาละและเทศะ หมวดที่สองคือพงศาวดารของประชาติก่อนอิสลาม และคำพยากรณ์สำหรับอนาคตกาล หมวดที่สามเป็นนิติบัญญัติสำหรับมนุษย์ที่จะต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ในแต่ละซูเราะฮฺหรือแม้ในแต่ละวรรคอาจจะมีที่ระบุถึงสามหมวดในเวลาเดียวกัน

    คัมภีร์อัลกรุอานมีความมหัศจรรย์หลายอย่าง ประการแรกก็คือความไพเราะที่กวีทุกคนต้องยองสยบ ประการที่สองคือการเปิดเผยความลี้ลับของศาสตร์และวิทยาการแขนงต่าง ๆ ที่คนสมัยนั้นยังไม่ทราบ การเปิดเผยพงศาวดารในอดีต การพยากรณ์อนาคต การเปิดเผยความลี้ลับที่วิทยาศาสตร์ยังไม่รู้ ดั่งเช่น การระบุถึงการขยายตัวของจักรวาล คลื่นใต้น้ำ และบทบาทของลมในการผสมพันธ์ของต้นไม้เป็นต้น

    การที่ภาษาอาหรับเป็นภาษาที่ไม่แก่เฒ่าหรือตายเหมือนภาษาอื่น ๆ และการที่วิทยาการที่มีระบุในคัมภีร์อัลกรุอานไม่เคยล้าสมัย อีกทั้งคำสั่งสอนของอัล-กุรอานก็เอาหลักตรรกวิทยาและปัญญาเป็นพื้นฐาน คัมภีร์ที่เก่าแก่นานถึง ๑๔๐๐ ปีนี้จึงไม่ได้เก่าแก่ตามอายุ ทว่ายังใช้การได้ประดุจดังคัมภีร์นี้เพิ่งลงมาเมื่อวันนี้นี่เอง

    ด้วยความมหัศจรรย์ของกุรอานดังที่กล่าวมาคือปาฏิหาริย์อันยิ่งใหญ่ ที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานให้แก่ท่านนบีมูฮัมมัด เพื่อยืนยันว่า อัลกรุอานเป็นโองการของพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงไม่ใช่กวีนิพนธ์ของมนุษย์

    และถ้าพวกเธอยังแคลงใจใน(อัลกรุอาน)ที่เราประทานแก่บ่าวของเรา พวกเธอก็จงนำมาสักบทหนึ่งเยี่ยงนั้น และจงเรียกผู้ช่วยเหลือของพวกเธอมา -นอกจากอัลลอฮฺ- ถ้าพวกเธอแน่จริง

    หลังจากศาสดามุฮัมมัดประกอบพิธีฮัจญ์ในมักกะฮฺ อัลลอฮฺก็ได้ทรงประทานโองการอันสุดท้าย นั่นคือ

    วันนี้ฉันได้ทำให้ศาสนาของพวกเธอสมบูรณ์ และฉันได้ทำให้ความโปรดปรานของฉันที่มีต่อพวกเธอนั้นบริบูรณ์ และฉันได้เลือกให้อิสลามเป็นศาสนาของพวกเธอ (อัลมาอิดะหฺ 3)

    การเรียบเรียงโองการนั้นไม่ได้ถือหลักระดับก่อนหลังเป็นหลัก ทว่าอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงกำหนดวิธีการเรียง โองการที่ลงมาตอนท่านศาสดาอพยพ ซึ่งที่เรียกว่า มักกียะฮฺ ก็อาจจะเข้าไปอยู่ในบทที่มีโองการที่ลงมาหลังอพยพไปมะดีนะฮฺ คือทีเรียกว่า มะดะนียะฮฺ ก่อนญิบรีลจะมาฟังท่านศาสดาอ่านทบทวนโองการที่ได้รับปีละครั้งทุกๆปี แต่ในปีสุดท้ายก่อนท่านศาสดาจะเสียชีวิตนั้น ญิบรีลได้มาฟังท่านศาสดาอ่านทบทวนอัล-กุรอานสองครั้งเพื่อความมั่นใจว่าท่านศาสดาได้จดจำโองการทั้งหมด โดยไม่มีที่ตกบกพร่อง ท่านศาสดาเสียชีวิตหลังจากโองการอัล-กุรอานได้รวบรวมขึ้นเป็นเล่มบริบูรณ์

    เนื่องด้วยอัล-กุรอานเป็นธรรมนูญของอิสลาม จึงเกิดมีวิทยาการใหญ่ ๆ แตกแขนงมาจากอัล-กุรอานหลายสาขา เช่น วิชาตัจญวีด ซึ่งเป็นวิชาเกี่ยวกับการอ่านอัล-กุรอานให้ถูกต้อง วิชาอุลูมอัล-กุรอาน หรือที่เรียกว่า อุสูลอัล-กุรอาน เป็นวิชาที่เกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาของอัล-กุรอาน ศึกษาว่าโองการแต่ละโองการลงมาที่ไหนเมื่อไหร่และเหตุใด อันเป็นส่วนช่วยในการตีความหมายอัล-กุรอาน หรือที่เรียกว่า ตัฟซีรอัล-กุรอาน

    ตั้งอดีตจนกระทั่งปัจจุบันได้มีนักปราชญ์อิสลามหลายสิบท่านที่ได้แต่งหนังสือตีความหมายอัล-กุรอาน เราเรียกหนังสืออรรถาธิบายนี้ว่า หนังสือตัฟซีร และเรียกผู้แต่งว่า มุฟัซซิร การตีความหมายอัล-กุรอานจะใช้หลักของอุลูมอัล-กุรอานดังกล่าวบวกเข้ากับพระวจนะของท่านศาสดา ภาษาศาสตร์ และวิทยาการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในปัจจุบันนี้ชาวมุสลิมจะอ้างอิงหนังสือตัฟซีรเก่า ๆ เป็นหลักในการเขียนตัฟซีรใหม่ หรือในการแปลความหมายอัล-กุรอานเป็นภาษาอื่น ๆ

    แม้ว่าในปัจจุบันจะมีนักเขียนมากมายพยายามเขียนคัมภีร์ขึ้นมา เพื่อเทียบเคียงอัล-กุรอาน หรือเพื่อรับคำท้าทายที่อัล-กุรอาน กล่าวท้าทายมาช้านานตั้งแต่วันแรกที่ถูกประทานลงมาจวบจนถึงปัจจุบัน เพื่อพิสูจน์สัจธรรมที่ว่าอัล-กุรอาน เป็นดำรัสแห่งพระเจ้ามิใช่บทกวีที่มนุษย์แต่งขึ้นมาตามที่ผู้คนทั้งหลายเข้าใจผิด ซึ่งหนังสือที่นักเขียนรุ่นใหม่ประพันธ์ขึ้นมายังไม่มีเล่มใดเทียบเคียงอัล-กุรอานได้แม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาสาระ ความศักดิ์สิทธิ์ และโวหารที่แสดงออกมา มาตรว่ามนุษย์มีความสามารถประพันธ์สิ่งที่ใกล้เคียงอัล-กุรอานได้พวกเขาคงกระทำอย่างจริงจังและคงดำเนินการนานแล้ว ซึ่งสิ่งนี้แสดงใ้หเห็นว่ามนุษย์ไร้ความสามารถที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อเทียบเคียงกับผลงานของพระผู้เป็นเจ้า ด้วยเหตุนี้ อัล-กุรอานจึงยังคงความศักดิ์สิทธิ์เสมอมาจวบจนถึงปัจจุบัน

    11. คัมภีร์ในศาสนาโซโรอัสเตอร์ เรียก อเวสตะ

    3. นักบวชหรือสาวก

    นักกบวช คือ ผู้สละเหย้าเรือนหรือการครองชีวิตอย่างคฤหัสถ์อุทิศตนเพื่อศาสนาที่ตนนับถือ ในศาสนาเทวนิยมนักบวชนอกจากจะเป็นบุคคลเกียรติแล้ว ยังมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของคนทั้งปวงตั้งแต่เกิดจนตาย สาวกในแต่ละศาสนาที่เป็นประเภทเทวนิยมมีหน้าที่รับผิดชอบต่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านศาสนกิจต่าง ๆ เฉพาะสาวกเท่านั้นที่สามารถทำได้ สาวกเป็นผู้กำหนดรูปแบบ พิธีกรรมตามประเำพณีคำสอนของศาสนานั้น ๆ รวมทั้งวันเวลา บุคคล และการกระทำอย่างใดที่พระเจ้าทรงโปรดปรานหรือเกลียดชัง

    เนื่องจากการศึกษาเป็นเรื่องที่ศาสนากำหนด ดังนั้น นักบวชจึงเป็นผู้มีการศึกษาสูงกว่าคนทั่วไป ในเทวนิยม นักบวชจะต้องประจำอยู่ในวิหารพระเจ้า การเป็นนักบวชแต่เดิมไม้ได้มีกฎเกณฑ์อะไรมาก ถ้าหากสามารถแสดงตนว่า ตนสามารถติดต่อกับพระเจ้าได้ ก็เป็นที่ยอมรับของมหาชน ต่อมาเป็นการสืบต่อตระกูลเรียกตระกูลันกบวช อาจจะมาจากตระกูลทหารข้าราชากรหรือตระกูลชาวนาหรือชาวประมงก็ได้ มีครอบครัวได้ ในศาสนาอียิปต์โบราณ มีนักบวชหญิงด้วย และมีชั้นฐานะแตกต่างกันตามหน้าที่ในวิหารแต่ละแห่ง เช่น ตำแหน่งหัวหน้าคุมผลประโยชน์ของวิหาร ตำแหน่งพยากรณ์ทำนายโชคชะตา เป็นผู้พิพากษาชำระคดีให้นักบวชและคนทั่วไป ทำหน้าที่อาบยาศพ หรือตำแหน่งภัณฑาคาริก เป็นต้น

    นักบวชหรือสาวกตามกล่าวมาแตกต่างไปจากศาสนาอิสลาม ซึ่งตามหลักคำสอนของอิสลามมิได้กำหนดว่าบรรดาสาวกต้องประจำอยู่ในวิหารเท่านั้น มิใช่ผู้ทำนายโชคชะตากรรม แต่เป็นผู้คงแก่เรียนสามารถให้คำตอบเกี่ยวกับศาสนาแก่ประชาชน ทำหน้าที่สอนศาสนาตามที่ศาสดาเคยสอนไว้ แต่งงานและมีบุตรได้เหมือนคนทั่วไป เนื่องจากอิสลามถือว่าการแต่งงานและมีบุตรเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ไม่อาจฝ่าฝืน หรือทำในสิ่งที่ผิดแปลกไปได้

    ตามหลักการของศาสนาโดยทั่วไปนักบวชจะเป็นผู้ทรงอำนาจทางด้านศาสนา เพราะถ้าหากพิจารณาจากภายนอกนักบวชเป็นคนที่ใกล้ชิดพระเจ้ามากกว่าบุคคลอืน จึงได้รับสิทธิเศษบางประการ เช่นบางประเทศนักบวชไม่ต้องถูกเก็บภาษีรายโดยรัฐ แต่รัฐต้องคอยอุปถัมภ์ ฉะนั้น บักบวชจึงเป็นผู้เสียสละการทำเป็นธุรกิจผลประโยชน์ส่วนตัว มุ่งปฏิบัติพิธีกรรมแก่คนทั้งหลาย แนะนำพิธิกรรมและสอนศีลธรรมแก่ประชาชนทั่วไป

    ในชีวิตประจำวันของนักบวช นอกจากกิจวัตรการสวดมนต์อ้อนวอนเทพเจ้าแล้วจะต้องทำพิธีเกี่ยวกับตัวเองให้มีรูปร่างลักษณะแตกต่างไปจากคนทั่วไป เช่น โกนศีรษะ และโกนขนตามร่างกายส่วนอื่น ๆ อาบน้ำชำระร่างกายวันละ 2-3 ครั้ง อดอาหารตั้งแต่ 7 วันขึ้นไป ตามจำนวนของเทพที่ตนบูชา แต่งกายด้วยสีแตกต่างจากคนทั่วไป เช่น แต่งด้วยสีขาว สีแสด หรือ สีดำ เป็นต้น อาจจะคลุมร่างกายอย่างมิดชิด หรือเปลือยกาย แสดงถึงความหมดกิเลส เป็นต้น

    นักบวชหรือสาวกในศาสนาอิสลามต่างไปจากนักบวชในศาสนาอื่นที่กล่าวมา เนื่องจากบรรดาสาวกเหล่านั้นต้องดำเนินชีวิตร่วมกับประชาชนทั่วไป การเป็นอยู่ของพวกเขาจึงเหมือนกับประชาชนทั่วไปมิได้มีสิ่งใดวิเศษเรอเลิศไปกว่าบุคคลอื่น แต่จะแตกต่างจากบุคคลอืื่นตรงที่พวกเขามีความรู้ในศาสนาและมีความเคร่งครัดในคำสอนมากกว่าคนอื่น ตลอดจนความประพฤติและการปฏิบัติตัวก็ต่างไปจากคนอืนด้วย

    ส่วนในศาสนาเทวนิยมเช่นพระพุทธศาสนา นักบวชคือผู้เข้าสู่ธรรมวินัย ปฏิบัติตามหลักพรหมจรรย์คือ สมาธิ ปัญญา เพื่ออบรมขัดเกลาชีวิตมุ่งตรงต่อนิพพาน เรียกภิกษุบ้างสมณะบ้างทำหน้าที่อบรมตนและช่วยเหลือสังคม

     

    --------------------------------------------------------------------------------

    [1] สุชึพ ปุญญานุภาพ, ประวัติศาสตร์ศาสนา (กรุงเทพมหานคร .สำนักพิมพ์รวมสาส์น, 2506